ความเป็นมาของ “น้ำหอม”

ความเป็นมาของ “น้ำหอม”

            Perfume (น้ำหอม) มาจากภาษาละติน ที่สะกดว่า Per Fumum หมายถึง Through Smoke (การผ่านควัน) เมื่อครั้งก่อนประวัติศาสตร์น้ำหอมมีความเกี่ยวพันอันลึกซึ้งกับวิวัฒนาการของเผ่าพันธ์มนุษย์
ในอดีตชาวอียิปต์โบราณบูชาเทพเจ้าด้วยเครื่องหอมและน้ำมันหอมระเหย ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นในการเฉลิมฉลองพิธีการต่างๆทางด้านศาสนาและเป็นเครื่องประทินความงามของสตรีชาวกรีกจะเดินทางกลับจากการแสวงหาโชคต่างแดนด้วยการนำเครื่องหอมใหม่กลับมาด้วย ในขณะที่ชาวโรมันโบราณมีความเชื่อว่าน้ำหอมมีคุณสมบัติด้านการบำบัดโรคร้ายได้

โดยผู้สร้างน้ำหอมคนแรกของโลกคือ นักเคมีสาวนามว่า Tapputi เธอได้ทำการคิดด้นโดยการสกัดและกลั่นน้ำมันออกมจากดอกไม้ ด้วยกรรมวิธีกดทับและกรอง โดยสมัยนั้นผู้ที่มีสิทธิ์ใช้น้ำหอมคือเจ้านายระดับสูง หรือระดับเชื้อพระวงศ์ เพราะน้ำหอมกลายเป็นสิ่งสำคัญในการบ่งบอกถึงความเจริญก้าวหน้าของสังคมในสมัยนั้น ศาสตร์แห่งน้ำหอมเป็นที่รู้จักในแถบยุโรป ช่วงราวปีคริสตศักราช 1094 โดยคณะสงฆ์ Santa Maria delle Vigne เป็นผู้ทำขึ้น โดยตอนแรกทำไปผสมเข้ากับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อดับกลิ่นฉุนของเครื่องดื่มตามคำสั่งของพระราชินีอลิซาเบธฮังการี โดยมีการเกณฑ์นักเคมีไปยังฝรั่งเศส โดยมี Catherine de’ Medici และ Rene the Florentine ทำการสร้างห้องสกัดขึ้นในอพาร์ตเม้นท์และปิดเป็นความลับ เวลาผ่านไปจนในที่สุด Rene เป็นผู้ทำให้น้ำหอมของฝรั่งเศสเฟื่องฟูทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นศูนย์กลางน้ำหอมที่ดีของโลกในที่สุด

โดยกว่าจะมาเป็นน้ำหอมได้นั่นต้องผ่านการคัดสรรวัตถุดิบเป็นอย่างดี กล่าวคือต้องพิถีพิถันในการเลือกส่วนผสมจากธรรมชาติและสารเคมีที่ปรุงให้เข้ากันอย่างดี กลิ่นต่างๆ เกิดขึ้นได้ตามความคิดสร้างสรรค์ การสื่อความหมาย และชนิดของวัตถุดิบ โดยผู้คิดค้นน้ำหอมแต่ละสูตรจะปรุงน้ำหอมโดยไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวที่แน่นอนในสัดส่วนของการการปรุง
บางทีอาจมีส่วนผสมเพียง 1- 2 ชนิด หรืออาจจะมีมากเป็นร้อยชนิดก็ได้ น้ำหอมแต่ละชนิดถูกปรุงมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกัน เช่น น้ำหอมสำหรับบุรุษ หรือ สตรี โดยผู้ปรุงน้ำหอมจะต้องมีทักษะพิเศษในการจดจำกลิ่นต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในระบบโสตประสาท ต้องเป็นผู้สามารถจำแนกกลิ่นได้เป็นอย่างดี ตลอดจนสามารถสื่อความหมายของกลิ่นแต่ละกลิ่น
และเข้าถึงอารมณ์ของผู้ใช้ได้ด้วย

การปรุงน้ำหอมจึงเรียกได้ว่าเป็นศาสตร์และศิลป์ขั้นสูงปัจจุบันจึงไมีสถาบันสอนการปรุงน้ำหอมโดยตรง เปิดขึ้นในต่างประเทศ ผู้เรียนต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อที่จะได้เป็นนักปรุงน้ำหอม ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกว่าที่น้ำหอมชวดหนึ่งจะถูกกลั่นออกมาให้เราใช้ในชีวิตประจำวัน